| ภาษีและกรณีศึกษา > ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร > ‘10 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (ตอนจบ) |
| โดยคุณอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ amornsak@tax-thai.com |
กฎที่ 8 คุณูปการทางภาษีจากสายธารแห่งผลบุญ
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เป็นพระอริยสงฆ์ที่น่ากราบไหว้บูชาองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระที่ใจดี มีเมตตาการุณแก่พุทธศาสนิกชน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าจะเป็นยาจก เศรษฐี หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ขนาดไหน ก็ต้องนั่งพับเพียบกับพื้น เพื่อให้ท่านเคาะศีรษะ ตามลำดับคิวก่อนหลัง ผู้คนที่เข้ามาในวัดบ้านไร่ ต่างก็ทำบุญมากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำลังศรัทธาและกำลังทรัพย์ ในรูปแบบต่างๆ กันอาทิเช่น พนมมือชูธนบัตร 2 ฉบับขึ้นเหนือศีรษะให้หลวงพ่อเดินเก็บ ซึ่งท่านจะเก็บไปเพียง 1 ใบ โดยเลือกเอาใบที่มูลค่าต่ำ, เช่าวัตถุมงคลมาบูชาสักการะ ซึ่งมีให้เลือกหลายอย่างเช่น เหรียญห้อยคอ พระบูชา แผ่นป้ายทำมาค้าขึ้น ฯลฯ, หยอดเงินใส่ตู้รับบริจาคเพื่อร่วมอนุโมทนาสร้างโรงเรียน สะพานหรือสร้างโบสถ์, บริจาคเงินแก่ผู้พิการ ทุพพลภาพ ซึ่งมานั่งเรียงราย อยู่ตามทางเดินในบริเวณวัด
โอ้ อนิจจา! น่าเสียดายที่การบริจาคเงินดังกล่าว ล้วนไม่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่การบริจาคสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร
หลักเกณฑ์ที่สามารถหักลดหย่อนตามนัยมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นการบริจาคให้แก่องค์กรหรือสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เช่น สถานพยาบาลของทางราชการ สถานศึกษาของทางราชการ สภากาชาดไทย วัดวาอาราม เป็นต้น และจะต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น
สาเหตุที่การบริจาค ณ วัดบ้านไร่ดังกล่าวข้างต้น ไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย เพราะมิได้บริจาคแก่วัดโดยตรง (แต่เป็นการให้โดยเสน่หาแก่หลวงพ่อคูณ) เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือไม่มีหลักฐานการบริจาคเป็นลายลักษณ์อักษร พูดง่ายๆ คือไม่มีใบเสร็จ ผู้เขียนเชื่อว่าในขณะที่ทำบุญ ทำกุศล ทุกๆ ท่านคงมีแต่กุศลจิตมุ่งมั่นที่จะบริจาคเงินอย่างศรัทธา และคงไม่มีใครนึกคำนวณตัวเลขที่จะได้รับประโยชน์จากการหักเป็นค่าลดหย่อนเท่าใดไปพร้อมกันเป็นแน่
เราลองมาพิจารณาว่าท่านทั้งหลาย (รวมทั้งผู้เขียน) ได้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปเท่าใดจากการพลั้งเผลอข้างต้น
มาตรา 47 (7) บัญญัติให้ผู้มีเงินได้ สามารถนำเงินบริจาคค่าสาธารณกุศล มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ทั้งหมดก่อน
ตัวอย่าง 1 ท่านมีเงินได้จากเงินเดือนปีละ 1 ล้านบาท สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60,000 บาท สมมติว่าท่านมีสิทธิหักค่า
ลดหย่อน (เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภรรยา บุตร 3 คน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านพักอาศัยเป็นต้น) สมมติรวมเป็นเงิน 161,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิก่อนหักค่าสาธารณกุศล 779,000 บาท จากนั้นจึงคำนวณค่าลดหย่อนการบริจาคสาธารณกุศลได้ 10% ของ 779,000 บาท เป็นเงิน 77,900 บาท เหลือเงินได้สุทธิที่จะต้องเสียภาษี 701,100 บาท ซึ่งเป็นช่วงเงินได้ที่ต้องเสียภาษี 10% - 20% ดังนั้น การมีสิทธิหักค่าสาธารณกุศลจะทำให้ท่านประหยัดเงินภาษีได้ถึง 20% x 77,900 = 15,580 บาท เลยทีเดียว
(Note : ปัจจุบันมีเงินบริจาคบางลักษณะสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า และ 1.5 เท่า อาทิเช่น เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามประกาศรายชื่อโรงเรียนของกระทรวงศึกษา และเงินสนับสนุนกีฬาตามยุทธศาสตร์ 4 ปี สร้างกีฬาชาติ เป็นต้น)
กฎที่ 9 ผลักภาระภาษีให้ผู้จ่ายเงินได้
โดยหลักการ กรมสรรพากรมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ก็จริงอยู่ แต่ในทางปฏิบัติมักปรากฏอยู่เสมอว่าผู้มีเงินได้มักทำข้อตกลง (สัญญา) ระหว่างกันโดยขอให้ผู้ว่าจ้างหรือผู้จ่ายเงิน เป็นผู้ออกเงินภาษีแทนตน
ตัวอย่าง 2 จากนโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ของรัฐบาล ยังผลให้มะขามหวานพันธุ์สีเงินของกำนันจุลดังระเบิดเถิดเทิง จนถึงขั้นหาญกล้าจะโกอินเตอร์ (ส่งออก) หลังกวาดสายตาสอดส่ายไปทั่วแคว้นแดนสยาม ก็ได้พบกับนักการตลาดมือทอง+สมองเพชร นามกวยจั๊บ ผลการเจรจาต่อรองยุติลงด้วยค่าตัว = เงินเดือน 300,000 บาท+ 10%
ของยอดขาย+ ภาษีซึ่งนายจ้างต้องออกแทนทั้งหมด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่าบริษัทกำนันจุล โกอินเตอร์ จำกัด จะต้องแบกรับภาระภาษีดังนี้ครับ
เงินเดือนทั้งปี 3.6 ล้านบาท บวก คอมมิชชั่น 10% ของยอดขาย 100 ล้านบาท 10.0 ล้านบาท รวมเงินได้ของกวยจั๊บ 13.6
ล้านบาท หัก ค่าใช้จ่ายเหมา 40% ไม่เกิน 6 หมื่น 60,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว (โสด) 30,000 บาท เงินได้สุทธิ 13.51 ล้านบาท ภาษีเงินได้ที่ต้องชำระ 4.56 ล้านบาท
ข้างต้นเป็นกรณีที่ตกลงให้นายจ้างออกภาษีให้ครั้งเดียว (ทอดเดียว) ซึ่งจะมีผลให้กวยจั๊บ ต้องชำระภาษีตอนปลายปีเพิ่มอีก 1.687
ล้านบาท แต่ถ้าเป็นกรณีที่นายจ้างออกภาษีให้ตลอดไป ก็จะต้องนำยอดเงินภาษีดังกล่าวมาบวกกลับเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วคำนวณภาษีเรื่อยไปแบบไม่รู้จบ จนกระทั่งยอดเงินภาษีที่ต้องชำระไม่เปลี่ยนแปลงอีก (กรณีข้างต้นเป็นยอดเงินภาษีทั้งสิ้น 7.24 ล้านบาท)
ตัวอย่าง 3 มีกรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการที่บริษัทต่างประเทศขายสินค้า เช่น เครื่องจักร โดยส่งช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยติดตั้ง โดยทำสัญญาตกลงให้บริษัทไทย (ผู้ซื้อ) เป็นผู้จ่ายค่าติดตั้ง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ + ค่าเงินเดือนของผู้เชี่ยวชาญ 100,000 USD + ค่าใช้จ่ายเดินทาง ที่พักและอื่นๆ (รวมสมมติ 10,000 USD)
ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ บริษัทไทย ผู้จ่ายเงินได้แก่ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว ได้ลงบัญชีเป็นค่าเงินเดือน ตามมาตรา 40 (1) และหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) คล้ายดั่งฝรั่งรายนี้เป็นลูกจ้างของตน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะตามสัญญา + ข้อกฎหมายภาษี ต้องถือว่าค่าเงินเดือนและรายจ่ายอื่นๆ ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างติดตั้ง ซึ่งจ่ายแก่บริษัทอเมริกา (ผู้ขายสินค้าพร้อมติดตั้ง) กรณีจึงต้องพิจารณาหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 (อัตรา 3% จากค่าจ้างทำของหรือค่าบริการ) หรือหักภาษีตามมาตรา 70 ในอัตรา 15% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทอเมริกันรายนี้มีสถานประกอบการถาวร (permanent establishment) ในประเทศไทย ตามข้อบทแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย - อเมริกัน หรือไม่ ตามลำดับ
ตัวอย่าง 4 กรณีภาษีออกแทน ที่สมเหตุสมผลและน่ากระทำก็คือ กรณีตามตัวอย่างที่ อึ้งย้งได้รับรางวัลที่ 1 (รถยนต์เบนซ์ 500 SEL ราคา 15 ล้านบาท) จากงานฉลอง 60 ปี ก่อตั้งห้างเซ็นดะ ซึ่งเป็นผลให้ อึ้งย้ง มีภาระภาษี 3 ประการ คือ (1) ถูกหัก ณ ที่จ่าย 5% จากมูลค่ารางวัลที่ได้รับ (2) ต้องถูกเก็บ VAT 7% และ (3) ต้องนำมูลค่ารถยนต์ดังกล่าวไปรวมกับเงินได้อื่นในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปีอีกด้วย
กรณีดังกล่าวให้อึ้งย้งแจ้งแก่ห้างสรรพสินค้าไปเลยว่า ข้าฯจะรับรางวัลของท่าน ก็ต่อเมื่อท่านยอมทำข้อตกลงออกภาษีทุกประเภทดังกล่าวแก่ข้าฯ เท่านั้น หาไม่แล้วหากข้าฯ แจ้งแก่สื่อมวลชนถึงมหันตภัย ทางภาษีของ promotion campaign ดังกล่าวแล้วไซร้ ต่อไปใครจะเข้าร่วมเกมชิงโชคของท่านกันเนี่ย !?
กฎที่ 10 สิทธิประโยชน์จากเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี
ในประมวลรัษฎากร ได้มีการบัญญัติให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ถึง 80-90 รายการ (มาตรา 42 และกฎกระทรวง # 126) แต่ในทางปฏิบัติพบว่าผู้เสียภาษีส่วนใหญ่มิได้ใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังกล่าวนี้เลย ด้วยหลายเหตุผล อาทิเช่น ไม่เข้าใจในข้อกฎหมาย ไม่มีเอกสารมาสำแดงให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทำให้หมดสิทธิใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว เช่น กรณีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน เป็นต้น
ตัวอย่าง 5 เสี่ยบอย เพิ่งแต่งงานในปีที่ผ่านมา แม้จะสมรสระหว่างปี (ไม่เต็มปีภาษี) คุณบอยก็มีสิทธิหักลดหย่อนภริยาในปีภาษี 2550 ได้ แต่ในกรณีนี้บังเอิญภริยาก็เป็นคนเก่งและยังคงทำงานเป็นพิธีกรชื่อดัง ดังนั้นในปีภาษี 2551 (ซึ่งความเป็นสามีภริยามีอยู่เต็มปีภาษีแล้ว) ก็เลยต้องวางแผนภาษีให้ภริยาแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ต่างหากจากสามี (ต่างคนต่างหักลดหย่อนของตน) ซึ่งจะทำให้ประหยัดภาษีกว่าการนำเงินเดือนของภริยา ไปรวมยื่นแบบในนามของสามี
สมมติว่าคุณเดีย (ภริยาของคุณบอย) ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงในการติดต่องานนอกสถานที่ตลอดปี 20,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลบิดา มารดา 7,000 บาท ชุดเครื่องแบบพนักงาน 5 ชุด 15,000 บาท และโบนัสอีก 100,000 บาท รวมมูลค่ายอดเงินที่ได้รับตลอดปี 742,000 บาท แต่ในการยื่น ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2551 คุณเดียต้องนำเงินได้ไปเสียภาษีเพียงเฉพาะค่าเงินเดือน 600,000 บาท + ชุดพนักงานเพียง 3 ชุด 9,000 บาท + โบนัส 100,000 บาท รวม 709,000 บาท เท่านั้น ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยง 20,000 บาท + ค่ารักษาพยาบาล 7,000 บาท + ชุดฟอร์มพนักงาน 2 ชุดแรก 6,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (1) และ กฎกระทรวง # 126 (4) และ (34) ตามลำดับ
โค๊ด "ในประมวลรัษฎากรบัญญัติให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ถึง 80-90 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าผู้เสียภาษีส่วนใหญ่มิได้ใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังกล่าวนี้เลย"
|
|