| ภาษีและกรณีศึกษา > ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร > ‘10 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (ตอนที่ 2) |
| โดยคุณอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ amornsak@tax-thai.com |
กฎที่ 3 กระจายเงินได้เป็นหลายปีภาษี
"บุคคลธรรมดา ใช้เกณฑ์เงินสดในการเสียภาษี" คำว่าเกณฑ์เงินสด (cash basis) เป็นศัพท์ทางการบัญชี ความหมายก็คือ หน่วยภาษีที่เป็นบุคคลธรรมดา (ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคล และกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง) จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินก็ต่อเมื่อได้รับชำระเงินแล้วเท่านั้น (คำว่าเงินได้ที่ได้รับจะครอบคลุมถึง เงินสด เช็ค ธนาณัติ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับ) ดังนั้น การกระจายจำนวนเงินสดรับออกเป็นหลายปีภาษี ย่อมลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มิให้เข้าสู่ช่วงเงินได้ในอัตราก้าวหน้าขั้นถัดๆ ไป (ปัจจุบัน personal income tax rate ของไทยอยู่ที่ 10 - 37%)
ตัวอย่าง 1 ‘หาญ บรรยง’ อาชีพรับเหมาก่อสร้าง ทำสัญญารับเหมาช่วงงานก่อสร้างถนนวงแหวนจากบริษัท ดูมาไก จำกัด กำหนดเวลาก่อสร้าง 2 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ถึง 30 ตุลาคม 2554 มูลค่างาน 200 ล้านบาท กำหนดแบ่งจ่ายเงินเป็น 5 งวด ดังนี้
- งวดที่ 1 ในวันลงนามในสัญญาว่าจ้าง จ่ายเงินล่วงหน้า (advance payment) 10%
เป็นเงิน 20 ล้านบาท
- งวดที่ 2 - 5 จ่ายงวดละ 25% เป็นเงิน 50 ล้านบาท ทุก 6 เดือน
กรณีเช่นนี้ ‘หาญ บรรยง’ ย่อมสามารถประหยัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะแบ่งแยกเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากรออกเป็น 3 ปีภาษี คือ ปี 2552 = 20 ล้านบาท ปี 2553 = 90 ล้านบาท และปี 2554 อีก = 90 ล้านบาท ซึ่งย่อมดีกว่าการกระจุกตัวเงินไว้ในรอบปีภาษีใดมากๆ จนต้องเสียภาษีเงินได้ใน rate สูงๆ
ตัวอย่าง 2 ‘ก๊วยเจ๋ง’ เซียนขายรถยนต์มือทองสมองเพชร ในปี 2551 ทำสถิติยอดขายรถยนต์นำเข้า สุดหรู ‘เบนทรี’
ราคาคันละ 30 ล้านบาท จำนวน 100 คัน จนเป้าทะลุและแตกกระจุย เป็นที่งุนงงแก่บริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ จนไม่เชื่อสายตาว่า “จริงหรือหว่า ที่เมืองไทยกำลังถูกพิษเศรษฐกิจจนบอบช้ำสาหัส ดั่งที่สื่อตะวันตกประโคมโหมข่าว (แฮ่ๆ)”
รางวัลความเก่งของ ‘ก๊วยเจ๋ง’ คือ ปรับเงินเดือน 2 ปี 4 ขั้น + ถ้วยเกียรติยศรูป ‘คทาเพชรชูหัวแม่โป้ง’ + โบนัส 10 เดือน (กำหนด
จ่าย 31 ธ.ค. 2551)
ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ปี 2551 ‘ก๊วยเจ๋ง’ จะต้องนำเงินได้ทั้งหมดมารวมคำนวณยื่นแบบ คือ เงินเดือนๆ ละ 100,000 บาท รวม
1.2 ล้านบาท + ถ้วยรางวัล + โบนัส 1 ล้านบาท
ลำพังการยื่น ภ.ง.ด.91 เฉพาะตัวเงินเดือนอย่างเดียว ‘ก๊วยเจ๋ง’ ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประมาณ 173,000 บาท การนำโบนัสมารวมคำนวณภาษีในปี 2551 เข้าอีก ก็จะทำให้อัตราภาษีสำหรับโบนัส ตกในช่วง 30% เป็นเงินอีก 300,000 บาท เชียว
กรณีเช่นนี้ หากก๊วยเจ๋งขออนุญาตลาพักร้อนในช่วงปีใหม่แล้วกลับมารับเงินโบนัส 1 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2550 กรณีนี้ก็จะสามารถแยกเงินโบนัสไปถือเป็นเงินได้ของปีภาษี 2550 ได้ตามเกณฑ์เงินสดจ้า!
กฎที่ 4 ตั้งตัวแทนเชิด หรือสงครามตัวแทน
เมื่อคืนนี้ ผู้เขียนได้นั่งตรวจข้อสอบของนักศึกษา X-MBA รุ่น 20 ในวิชาการวางแผนภาษี (บธ.625) ซึ่งคำถามในข้อ 1 ถามถึงความหมายของคำว่า ‘การวางแผนภาษี’ และขอให้นักศึกษายกตัวอย่างสัก 1 กรณี ปรากฏว่ามีลูกศิษย์หัวกะทิ 2 ท่าน ยกตัวอย่างดังนี้ครับ
ตัวอย่าง 3 ในช่วงปีใหม่ 2550 ที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้จัดรายการฉลองครบรอบก่อตั้งมา 65 ปี Mid Night Sales ข้าพเจ้าได้ไปชอปปิงพร้อมกับ ‘ก๊วยเจ๋ง’ เพื่อนซึ่งทำธุรกิจโรงงานส่งออกเสื้อผ้า ซึ่งมียอดขายปีละกว่า 200 ล้านบาท ระหว่างที่พวกเราเข้าไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน The Terrace ภรรยาของเพื่อนนาม ‘อึ้งย้ง’ พร้อมลูกๆ 4 คน ได้ขอแยกตัวไปชอปปิงต่อจนหมดเงินไปร่วม 500,000 บาท และได้รับคูปองชิงโชคมา 1,000 ใบ โดยรางวัลใหญ่สุด คือ รถยนต์ Benz 500 SEL ราคา 15 ล้านบาท (ว้าว !)
ข้าพเจ้าได้ใช้วิชาวางแผนภาษีซึ่งร่ำเรียนมากับอาจารย์จนได้รับเกรด A แนะนำให้ อึ้งย้ง เขียนชื่อของลูกชายและลูกสาวในคูปองชิงโชคจนก๊วยเจ๋งสงสัย ถามว่าเป็นเคล็ดลับจากสวรรค์หรืออย่างไรข้าพเจ้าจึงยืดอกตอบอย่างผึ่งผายไปว่า “หากโชคดี เกิดถูกรางวัลที่ 1 แล้วไซร้ ผู้โชคดี (หรือโชคร้ายหว่า !) จะต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 5% (รางวัลในการประกวด แข่งขัน หรือชิงโชค) และสิ้นปีจะต้องนำมูลค่ารถยนต์ไปรวมยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 กับเงินได้อื่นด้วย (ถ้ามี) ซึ่งกรณีของก๊วยเจ๋งนั้นรายได้สูงปรี๊ดจนติดเพดานจนต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 37% อยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังต้องถูกห้างเซ็นทรัลเรียกเก็บ VAT อีก 7% ของมูลค่ารถยนต์ 15 ล้านบาทอีกด้วย
ดังนั้น การผลักเงินรางวัลไปสู่ลูก ย่อมประหยัดภาษีเงินได้ตามแบบ ภ.ง.ด.90 ของตน เพราะลูกเป็นผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเริ่มตั้งต้นเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าจาก 10 - 37% ตามลำดับ ซึ่งประหยัดกว่าการถือรถยนต์เป็นเงินได้ของบิดา”
ตัวอย่าง 4 ข้าพเจ้า ‘จิวแป๊ะทง’ เป็นพนักงานในระดับสุดยอดบริหารได้รับเงินเดือนประจำรวมประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี และบังเอิญผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ก็ดีมากๆ ซะด้วย จึงจ่ายโบนัสแก่ข้าพเจ้าอีก 2 ล้านบาท ข้าพเจ้าไตร่ตรองดูแล้ว พบว่าลำพังรายได้จากเงินเดือนก็โดนภาษีถึงอัตราเพดานสูงสุด คือ 37% แล้ว หากนำโบนัสมาถมเข้าไปอีก ตัวโบนัส 2 ล้านบาท ก็ต้องโดนภาษี 37% จากเงินทั้งก้อน ซึ่งโหดร้ายเกินไป
อย่ากระนั้นเลย ด้วยความเสียดาย ข้าพเจ้าจึงเข้าไปอ้อนวอนให้พี่สะใภ้ ซึ่งไม่ได้ทำงานอะไร ให้เป็นผู้มารับเงินก้อนดังกล่าวแทนโดยถือเป็นรายได้ค่าที่ปรึกษา
ในฐานะครูบาอาจารย์ ได้เน้นย้ำว่าในการตอบข้อสอบวิชาการวางแผนภาษี จะต้องตั้งบนหลักการของการหลีกบ่วงภาษี (tax avoidance) มิใช่การฉ้อฉลทางภาษี (tax evasion) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
กรณีตามตัวอย่าง 3 ยังพอกล้อมแกล้มให้คะแนนไป แต่ในตัวอย่าง 4 ยังคิดไม่ตกว่าจะให้ศูนย์หรือให้คะแนนติดลบ! เพราะในทางปฏิบัติจะต้องโดนเหล่านายตรวจของสรรพากรเช็คบิลแน่ๆ เลย!
ประเด็นการตั้งตัวแทนเชิดนั้น ในประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากร ก็ได้เคยบันทึกรายชื่อผู้กล้าเหล่านั้น เป็นคดีความถึงชั้นศาล และมีคำพิพากษาฎีกาตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้หลายคดีว่า ให้เจ้าพนักงานจัดเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น
๐ คำพิพากษาฎีกาที่ 599/2533 กรมสรรพากรโจทก์ นายมนูญ เนาวคุณ จำเลย เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้และภาษีการค้าโดยยึดตามหลักฐานสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งในกรณีนี้จำเลยเป็นเพียงกระเป๋ารถเมล์ ซึ่งลงชื่อสั่งซื้อและสั่งขายที่ดินดังกล่าวภายในวันเดียวกันโดยปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายของตน ลักษณะของจำเลยจึงเป็นเพียงตัวแทน มิใช่ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง กรณีนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานฯ ตามนัยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร
๐ มารดาเป็นผู้ประกอบกิจการโรงแรม ได้ยกรายได้ทั้งหมดของโรงแรมแก่บุตร มารดาย่อมกระทำได้ ตามนัยมาตรา 521 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ภาระการเสียภาษี ยังคงตกอยู่แก่มารดา เพราะมิได้โอนชื่อในทะเบียนที่ดินและอาคารโรงแรมให้แก่บุตร (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/13626 ลงวันที่ 4 กันยายน 2532)
กฎที่ 5 คน (เคย) รวย ควรยื่นแบบอย่างไร?
คน (เคย) รวย ในอดีตนั้น ในวันนี้ได้กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดย่อมๆ กันเกร่อไปหมด (จะเรียกเป็นพวกกิจการ SMEs ก็ย่อมได้)
ธุรกิจท็อปฮิตคงเป็นร้านขายอาหาร รองๆ ลงไปได้แก่ ร้านขายน้ำดื่ม ซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อมาขายไป สินค้าชีวจิต เปิดท้ายรถขายเสื้อผ้า เป็นต้น…กรณีเหล่านี้จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40 (8) แทบทั้งนั้น
เงินได้ประเภทนี้ กฎหมายเปิดช่องให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจ่ายจริง (ต้องมีบิลมาสำแดง) หรือจะเลือกหักเหมา
ประมาณ 70% (ร้านอาหาร) ถึง 80% (ซื้อมาขายไป) ก็ได้
ตัวอย่าง 5 ‘คุณทราย’ ดารานำจากภาพยนตร์ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ เกิดติดใจอาชีพเปิดท้ายรถเพื่อขายของ ซึ่งมีรายรับก่อนหักรายจ่าย 100,000 บาทต่อเดือน ถ้ายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเลือกขอหักค่าใช้จ่ายจริงอันได้แก่ต้นทุนซื้อของ ค่าเช่า ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ รวมแล้วประมาณ 90% ของรายรับจะเหลือเงินได้สุทธิเพียง (100,000 x 12) - 90% = 120,000 บาท (หักลดหย่อน ส่วนตัวได้อีก 30,000 บาท) จึงไม่ต้องเสียภาษี (เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)
ต่อมาถ้าโชคไม่ดีเกิดโดนตรวจภาษีย้อนหลัง รายจ่ายที่กรอกไว้ 90% จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทันที เพราะไม่มีบิลมาสำแดง ทำให้เงินได้สุทธิจากการตรวจสอบจะกลายเป็น 1,170,000 บาท ต้องเสียภาษีถึง 186,000 บาท และโดนเบี้ยปรับอีก 1 เท่า พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน…ไม่คุ้มเลย
วิธีลดความเสี่ยงก็คือ ให้เลือกขอหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 80% แม้จะมีภาษีต้องเสียตามแบบ ภ.ง.ด.90 เป็นเงิน 110,000 บาท ซึ่งสูงกว่าวิธีแรก แต่ทางเลือกที่สองนี้ เป็นวิธียื่นแบบที่ปลอดภัยไร้กังวลชั่วนิรันดร์จ้า
|
|