กลับสู่หน้าหลัก สำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์บริการของสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์ภาษี-และ-กรณีศึกษาเกี่ยวกับสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์สอบถามปัญหา-ปรึกษาภาษีติดต่อสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์
 
ยื่นภาษี ปรึกษาภาษี วางแผนภาษี ขอคืนภาษี ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
จัดทำบัญชี ปิดบัญชี ตรวจสอบบัญชี วางระบบบัญชี ดูและด้านบัญชีและเอกสาร จัดทำงบการเงิน
จดทะเบียนจัดตั้ง จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี ขอใบอนุญาตต่างๆ
ประกันสังคม ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ขึ้นทะเบียนลูกจ้าง นำส่งเงินสมทบประกันสังคม ขอทำธุรกรรมประกันสังคมผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ปรึกษาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน วางแผนทางการเงินและการลงทุน
จัดทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ดูแลเว็บไซต์
 ภาษีและกรณีศึกษา > ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร > ‘10 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (ตอนที่ 1)
 

‘10 กฎ’ ลดภาษีบุคคลธรรมดา (ตอนที่ 1)

โดยคุณอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ amornsak@tax-thai.com
กฎข้อที่ 1 สามีและภรรยา ควรแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด.91
          แฮ่ๆ…ผู้เขียนแนะนำให้สามและภรรยา แยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีนะครับ มิได้แนะให้แยกทางหรือแยกบ้าน! ท่านผู้อ่านคงจำสูตรการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันได้นะครับ นั่นคือ
               เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
          มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร แบ่งเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ประเภท คือ เงินเดือนค่าจ้างฯ (ม.40 (1)) เงินได้จากการรับทำงานให้ ค่านายหน้า (ม.40 (2)) ค่าสิทธิฯ (ม.40 (3)) ดอกเบี้ยเงินปันผลฯ (ม.40 (4)) ค่าเช่าฯ (ม.40 (5)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระฯ (ม.40 (6)) เงินได้จากการรับเหมาก่อสร้างฯ (ม.40 (7)) เงินได้อื่นที่ไม่เข้าลักษณะตาม 7 ประเภทแรก (ม.40 (8))
          เงินได้ตามมาตรา 40 (1) - (2) หักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตรา 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
          เงินได้ตามมาตรา 40 (3) - (4) หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะมิได้เกิดจากน้ำพักน้ำแรง (unearned income)
          เงินได้ตามมาตรา 40 (5) - (8) เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาก็ได้ หรือจะหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดจริงก็ได้
          ค่าลดหย่อนที่กฎหมายยอมให้หักมีหลายชนิดคือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภรรยาและบุตร ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าลดหย่อนเพื่อการศึกษาของบุตร เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม เงินบริจาคเพื่อสาธารณกุศล เป็นต้น
          ตัวอย่างแรกของเรา เป็นกรณีของสามีและภรรยาซึ่งอยู่กินกันมาหลายปีโดยต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ประเภทเงินเดือน (ม.40 (1)) ซึ่งกฎหมายยอมให้ภรรยานำเงินเดือนของตนไปแยกคำนวณ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ต่างหากจากเงินได้ของสามี การแยกยื่นดังกล่าว จะทำให้ภาระภาษีรวมต่ำลงกว่าการนำเงินได้ไปยื่นรวมกันและยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 เพียงฉบับเดียว ซึ่งพิสูจน์ได้จากตัวอย่าง เช่น นายกรกฎ และนางละอองดาว ทำงานเป็นพนักงานของธนาคารฟิลาโน (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเงินเดือน 80,000 บาท และ 40,000 บาท ตามลำดับ
          การนำเงินเดือนของทั้งคู่ไปรวมกัน จะทำให้เงินได้สุทธิตกอยู่ในช่วงอัตราภาษี 30% แต่ถ้าต่างคนต่างยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 แยกกัน ฐานภาษีของแต่ละคนจะตกอยู่ในช่วงอัตราภาษีเพียง 10%-20% เท่านั้น (Note : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า 10%-37% ตามแต่ละช่วง (bracket) ของเงินได้สุทธิที่สูงๆ ขึ้นไป) ต้องขอชมเชยผู้ยกร่างกฎหมายข้อนี้ ที่มีช่องออกให้สามีภรรยาสามารถประหยัดภาษีลงมาได้โดยไม่ต้องถึงกับยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนให้ภรรยา จากนั้นก็แกล้งจดทะเบียนหย่ากันหลอกๆ…เหมือนที่นักการเมืองของประเทศสารขัณฑ์หลายๆ ท่านที่ชอบมุขนี้กันบ่อยๆ!
          ตัวอย่าง 2 นายภูชิชย์ และนางนริศรา (ภริยา ซึ่งสมรสกันก่อนปฏิรูป 19 ก.ย.49 (แฮ่ๆ)) ทำงานที่บริษัท แอสเซ็ท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด ได้รับเงินเดือน 40,000 บาท และ 25,000 บาท ตามลำดับ (เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1)) ต่างฝ่ายหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 40% ไม่เกินคนละ 60,000 บาท)
          ตกเย็น นางนริศรามีรายได้จากการร้องเพลงที่โรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งอีก 50,000 บาทต่อเดือน (ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) (นักแสดงสาธารณะ) หักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับ 300,000 บาทแรกในอัตรา 60% ส่วนที่เกินสามแสนหักเหมาได้อีก 40% แต่รวมแล้วจะหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี)
          กรณีที่นายภูชิชย์ นำเงิน เงินเดือนและค่าร้องเพลงของภริยามารวมกับตนแล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 รวมกันจะมีเงินได้พึงประเมินทั้งปีรวม 480,000 + 300,000 + 600,000 = 1,380,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมาตามมาตรา 40 (1) (8) และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและภริยา 60,000 บาท จะเหลือเงินได้สุทธิ 900,000 บาท ต้องเสียภาษี 120,000 บาท แต่ถ้าวางแผนให้นางนริศรานำเงินเดือน 300,000 บาท ไปแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ภริยาจะเสียภาษีเพียง 11,000 บาท ขณะที่พระเอกหนุ่มจะเหลือเงินได้ตามแบบ ภ.ง.ด.90 เป็นเงิน 480,000+600,000 = 1,080,000 บาท คิดเป็นเงินภาษีเพียง 78,000 บาท รวม 2 คน เป็นเงินภาษีที่ต้องชำระ 89,000 บาท จึงประหยัดกว่าวิธีแรกถึง 31,000 บาททีเดียว

กฎที่ 2 เลือกเข้าสู่ประเภทเงินได้ที่มีสิทธิหักรายจ่ายสูงๆ
          ในเมืองไทย อาชีพนายแพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีรายได้สูง คนส่วนใหญ่จึงใฝ่ฝันอยากสอบเอนทรานซ์เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายแห่งทั่วทุกภาค รวมทั้งมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นของเอกชนก็เปิดสอนวิชาแพทยศาสตร์มาหลายปีแล้ว (แม้แต่ น.ส.ไทยคนปัจจุบัน ‘ลลนา ก้องธรณินทร์' ก็ยังสนใจเข้าเรียนแพทยศาสตร์ มหิดลเช่นกัน)
          นายแพทย์ส่วนใหญ่มักทำงานประจำโดยรับราชการในโรงพยาบาลของรัฐ และมีเงินได้พิเศษอีกหลายทาง เช่น เปิดคลินิกส่วนตัว หรือทำงานพิเศษตามโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น กรณีนี้จึงอาจเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) หรือ (6) ก็ได้ ตัวอย่าง 3 นายแพทย์พันธ์ศักดิ์ สูตินรีเวชมือหนึ่งแห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับเงินเดือนๆ ละ 100,000 บาท (สมมติ) และมีเงินได้พิเศษจากการทำงานช่วงเย็น ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตกเดือนละประมาณ 200,000 บาท แน่นอนว่าเงินเดือนประจำจากโรงพยาบาลรามาธิบดีถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ส่วนเงินได้จากโรงพยาบาลเอกชน จะเป็นเงินได้ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ว่าจ้างกัน ถ้าตกลงว่าจ้างกันในลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง แม้จะมีเงินได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลงาน ก็ยังคงถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40 (1) แต่ถ้าเป็นกรณีที่นายแพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษาพยาบาลตามความยากง่ายของงานเป็นกรณีๆ ไป ก็จะถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ (ม.40 (6))
          ดังนั้น รูปแบบของสัญญาจ้างจะมีผลต่อการเสียภาษีเงินได้ของนายแพทย์ ในกรณีข้างต้นถ้าเงินได้จากโรงพยาบาลเอกชนถือเป็นประเภท ม.40 (1) ก็จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้อีก เพราะค่าใช้จ่ายเหมาจากโรงพยาบาลศิริราชเกิน 60,000 บาทแล้ว แต่ถ้าตีเป็นเงินได้ประเภท ม.40 (6) ก็จะสามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้อีกถึง 60% ของเงินได้จากโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นผลให้นายแพทย์ท่านนี้สามารถประหยัดภาษีลงมาได้ถึง 432,000 บาท เลยทีเดียว!
          อนึ่ง เงินได้แต่ละประเภท อาจถูกวินิจฉัยเข้าเป็นเงินได้ใดๆ ได้มากกว่า 1 ประเภท ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น ลักษณะของสัญญาจ้าง หรือข้อตกลงทางธุรกิจ จำนวนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจถึงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของการจำแนกประเภทเงินได้ของแต่ละมาตรา จึงอาจวางแผนการเสียภาษีของตนให้ต่ำลงได้
          ตัวอย่าง 4 แสดงตัวอย่างการจำแนกประเภทเงินได้ 4 กรณี ดังนี้ครับ
          ประเภทกิจการ ทางเลือกในการจำแนกประเภทเงินได้ (เพื่อวางแผนภาษี)
          1. นายหน้าค้าที่ดิน ท เป็นเงินได้ประเภทนายหน้าตัวแทน ตามมาตรา 40 (2) ท กรณีซื้อมาขายไปอสังหาริมทรัพย์ ก็จะถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ซึ่งแม้จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่ก็มีภาระภาษีหลายประเภท เช่น ค่าธรรมเนียมโอน 2% ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% หรือค่าอากรแสตมป์ 0.5% เป็นต้น
          2. เงินได้จากการให้เช่าอพาร์ตเมนต์ ท เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (5) กรณีให้เช่าทรัพย์ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท กรณีเป็นกิจการทำนองเดียวกับโรงแรม เช่น บังกะโล เกสท์เฮ้าส์ จะถูกจำแนกเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร (เลือกหักเหมา 70% หรือหักรายจ่ายจริงก็ได้)
          3. การประกอบโรคศิลปะ ท เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) หากมีนิติสัมพันธ์ฉันนายจ้างกับลูกจ้างของโรงพยาบาล ท เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ โดยรับค่าตอบแทนตามผลสำเร็จของงาน ท เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) กรณีแพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษาพยาบาลตามความยากง่ายของงานอย่างอิสระ + คนไข้เป็นลูกค้าของแพทย์ (มิใช่ของโรงพยาบาล) (หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60% หรือหักรายจ่ายจริงก็ได้) ท เป็นเงินได้มาตรา 40 (8) กรณีเปิดเป็นสถานพยาบาลโดยมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 75% หรือหักรายจ่ายตามจริงก็ได้)
          4. การรับเหมาก่อสร้าง ท กรณีรับจ้างเฉพาะค่าแรง โดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุ จะถือเป็นเงินได้มาตรา 40 (2) ท กรณีผู้รับจ้างรับเหมาทั้งค่าแรง + วัสดุ + เครื่องมือก่อสร้าง จะถือเป็นเงินได้มาตรา 40 (7) ซึ่งมีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง หรือเลือกหักเหมา 70% ก็ได้
 
 
 
| หน้าหลัก | บริการของเรา | ภาษี และ กรณีศึกษา | เกี่ยวกับองค์กร | สอบถามปัญหา | ติดต่อเรา | ร่วมงานกับเรา | แผนผังเว็บไซต์ |
ปรึกษาภาษี-วางแผนภาษี-ยื่นแบบภาษี-จดทะเีบียน-วางระบบ-จัดทำบัญชี-ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจครบวงจร