กลับสู่หน้าหลัก สำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์บริการของสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์ภาษี-และ-กรณีศึกษาเกี่ยวกับสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์สอบถามปัญหา-ปรึกษาภาษีติดต่อสำนักงานภาษีอากร แอ๊กชวล แท็กซ์
 
ยื่นภาษี ปรึกษาภาษี วางแผนภาษี ขอคืนภาษี ขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
จัดทำบัญชี ปิดบัญชี ตรวจสอบบัญชี วางระบบบัญชี ดูและด้านบัญชีและเอกสาร จัดทำงบการเงิน
จดทะเบียนจัดตั้ง จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี ขอใบอนุญาตต่างๆ
ประกันสังคม ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ขึ้นทะเบียนลูกจ้าง นำส่งเงินสมทบประกันสังคม ขอทำธุรกรรมประกันสังคมผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ปรึกษาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน วางแผนทางการเงินและการลงทุน
จัดทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ดูแลเว็บไซต์
 เรื่องน่ารู้นักธุรกิจ > การเงินการลงทุน > บินก่อนผ่อนทีหลัง
เรื่องน่ารู้นักธุรกิจ
 

บินก่อนผ่อนทีหลัง

โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
          บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีกำไรหรือผลการดำเนินงานดีขึ้น อย่างน่าประทับใจ บางบริษัทมีการคาดการณ์กันว่ากำไรกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมาก และดูเหมือนว่าจะวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไม่อาจจะหยุดได้ วิเคราะห์ดูแล้วค่า PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับผลกำไรก็ดูยังต่ำอยู่ แม้ว่าค่า PB หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีจะสูงลิ่ว ถามว่าหุ้นแบบนี้น่าเข้าไปลงทุนไหม ?
          คำตอบของผมก็คือ เราต้องดูว่ากำไรที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติหรือไม่ ถ้าเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจากรายการพิเศษ เช่น เป็นรายได้ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้ ค่า PE ที่ดูว่าจะต่ำนั้นไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ เพราะรายได้เหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในอนาคตรายได้เหล่านี้จะหายไป กำไรจะลดลงมาก ค่า PE ก็จะกระโดดสูงขึ้น จากหุ้นราคาถูกก็จะกลายเป็นหุ้นราคาแพงในชั่วข้ามคืน
          ถ้ากำไรที่เกิดขึ้นเป็นกำไรที่เกิดจากการดำเนินงานปกติสิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ต่อไปก็คือ กำไรนั้นจะยังสามารถยืนอยู่ได้ในปีต่อ ๆ ไป และตลอดไปได้หรือไม่ ถ้าคำตอบก็คือใช่ นั่นหมายความว่าเราได้พบกับหุ้นโตเร็วหรือหุ้น Growth Stock ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าสนใจและน่าพิจารณาลงทุน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่กำลังคึกคักอย่างในปัจจุบัน แต่หุ้นจำนวนมากที่เราเห็นนั้นกำไรที่พุ่งขึ้นอาจจะไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากธุรกิจที่บริษัททำอยู่นั้นมีลักษณะเป็นสินค้าหรือบริการที่เป็นโภคภัณฑ์ ซึ่งราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ผันผวนมากทำให้บางช่วงบริษัทมีกำไรมาก ในขณะที่บางช่วงกลับขาดทุน และแน่นอนช่วงที่ราคาสินค้าหรือบริการขึ้นสูง บริษัทก็จะมีกำไรมาก ค่า PE ก็จะดูต่ำลง การเจริญเติบโตดูเผิน ๆ เหมือนจะสูงลิ่ว หุ้นก็วิ่งเหมือนติดจรวด ทุกอย่างดูดีไปหมดและคำยืนยันคำสุดท้ายก็มาถึง นั่นก็คือโบรกเกอร์ต่างก็แนะนำให้ซื้อหุ้นตัวนั้น
          การซื้อหุ้นในลักษณะดังกล่าวนั้นผมคงไม่ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงแค่ไหน เพราะกำไรที่เติบโตขึ้นมากนั้นเกิดจากราคาสินค้าหรือบริการที่สูงขึ้นเนื่องจากการขาดแคลนในตลาดซึ่งมักจะเกิดขึ้นชั่วคราว ไม่ช้าก็เร็ว ผู้ผลิตหรือให้บริการทั้งที่มีอยู่เดิมและรายใหม่ก็จะทุ่มผลิตสินค้าเข้ามาขายในตลาดซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว และกำไรที่เคยสูงลิ่วก็จะลดต่ำลงสู่ระดับปกติ หรือในกรณีที่เลวร้ายก็ถึงกับขาดทุนและนั่นก็คือจุดจบของหุ้นซึ่งวิ่งสูงเกินไปในวันที่ทุกอย่างกำลังดูสดใส
          พฤติกรรมของกิจการและราคาหุ้นที่มีกำไรดีหรือนักลงทุนมีความสุขจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปในช่วงแรก แต่แล้วต้องมารับภาระกำไรตก ราคาหุ้นดิ่งและเป็นทุกข์ในตอนหลังนี้ ดูไปก็คล้าย ๆ กับการซื้อสินค้าเงินผ่อนที่ผู้ซื้อมีความสุขจากการได้ใช้สินค้าก่อน จนลืมไปว่าภาระการผ่อนในอนาคตนั้น อาจจะสร้างความทุกข์ให้มากกว่า ถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายก็คือนี่คือพฤติกรรม “บินก่อนผ่อนทีหลัง”
          หุ้นที่เข้าข่ายบินก่อนผ่อนทีหลังมีหลากหลายสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มได้อย่างน้อย 3 – 4 กลุ่มดังต่อไปนี้ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าการเกษตร เช่น กุ้ง ไก่ ปลา ยาง ฯลฯ ซึ่งราคามักจะขึ้น ๆ ลง ๆ ค่อนข้างเร็วและคาดการณ์ค่อนข้างยาก เพราะสินค้าเกษตรมีองค์ประกอบที่มากระทบมากมาย ทั้งที่เป็นเรื่องของลมฟ้าอากาศและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เรื่องของสารเคมี หรือยาป้องกันโรคสัตว์ ข้อจำกัดด้านการค้า เป็นต้น ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตรหรืออาหารที่เป็นประเภทบินก่อนผ่อนที่หลังจึงจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวสารที่ฉับไวมากและอาจเป็นความสามารถเฉพาะตัว
          กลุ่มที่สองคือสินค้าหรือบริการที่เป็นอุตสาหกรรมประเภทโภคภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปิโตเคมี หรือบริการ เช่นการขนส่งทางทะเล ซึ่งกลุ่มนี้จะแตกต่างจากสินค้าเกษตรในแง่ที่ว่าองค์ประกอบที่เข้ามากระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่เรื่องของกำลังการผลิตที่ขาดแคลนและทำให้สินค้าหรือบริการไม่เพียงพอ ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น
          ขณะเดียวกัน การที่ผู้ผลิตเดิมหรือรายใหม่จะเข้ามาขายในตลาดก็มักจะทำไม่ได้ทันทีเนื่องจากต้องใช้เวลาขยายหรือสร้างโรงงานใหม่หรือต้องใช้เวลาต่อเรือนานนับปี ดังนั้นราคาสินค้าหรือบริการมักจะคงระดับสูงอยู่เป็นช่วง และเมื่อกำลังการผลิตใหม่ออกมา ราคาสินค้าก็จะลดลง ซึ่งบางทีก็มากจนทำให้ผู้ผลิตขาดทุนกันอย่างหนักนานนับปีเช่นเดียวกันกลายเป็นวัฏจักรที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
          กลุ่มสุดท้ายที่จะพูดถึงนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มบินก่อนผ่อนทีหลังจริง ๆ แต่เป็นกลุ่มผู้ให้บริการแทนที่จะเป็นผู้รับบริการนั่นก็คือ ผู้ที่ให้ซื้อสินค้าเงินผ่อนซึ่งรวมไปถึงบริษัทเช่าซื้อ ลิสซิ่ง และสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ทั้งหลาย
          การที่ผมรวมเอากลุ่มสุดท้ายเข้ามานั้น เนื่องจากธุรกิจการปล่อยเงินกู้นั้นเป็นธุรกิจที่คนปล่อยสามารถทำกำไรในวันแรกแน่นอน แต่อนาคตอาจจะขาดทุนได้ ถ้าปล่อยเงินกู้มิได้ทำอย่างระมัดระวังพอ และเกิดหนี้เสียมากกว่าที่คิดไว้ดังนั้นการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มนี้จึงต้องดูว่าบริษัทกำลังเล่น “บินก่อนผ่อนทีหลัง” หรือเปล่า
          นักลงทุนหลายคนบอกว่า ตราบใดที่ราคาสินค้าหรือบริการยังสูงอยู่หรือกำไรยังเติบโตขึ้น การลงทุนในหุ้น “บินก่อนผ่อนทีหลัง” ก็น่าจะปลอดภัยเขามองว่าวัฎจักรยังเป็น “ขาขึ้น” อย่างน้อย “อีก 2 – 3 ปี” กว่าที่จะเป็น “ขาลง” วิธีการแบบนี้ผมเองยอมรับว่า ไม่มีความสามารถที่จะคาดการณ์สำหรับผมแล้ว ถ้าซื้อหุ้นไม่กล้าถือห้าปี ห้านาทีก็ไม่กล้าถือ
 
อ้างอิงจาก : http://writer.dek-d.com
 
| หน้าหลัก | บริการของเรา | ภาษี และ กรณีศึกษา | เกี่ยวกับองค์กร | สอบถามปัญหา | ติดต่อเรา | ร่วมงานกับเรา | แผนผังเว็บไซต์ |
ปรึกษาภาษี-วางแผนภาษี-ยื่นแบบภาษี-จดทะเีบียน-วางระบบ-จัดทำบัญชี-ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจครบวงจร